2007/Feb/18

ประเด็นปัญหาของความเป็นทหารอาชีพนั้นมักเป็นคำถามที่มีผู้ถามถึงเสมอ ทั้งนี้เพราะสถาบันทหารหรือกองทัพเป็นหน่วยงานที่มีความผูกพันและเกี่ยวข้องมายาวนานหลายร้อยปีในกิจการความมั่นคงของประเทศ ทำให้สถาบันทหารได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในกิจการทางด้านการเมืองจนไม่สามารแยกจากกันได้ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยกิจการทหารได้รับการพัฒนามาตลอดเวลาและมีความสอดคล้องกับการพัฒนาการของสังคมไทย ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงในกิจการทหารไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ รัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมีการจัดการทหารแบบตะวันตก อย่างไรก็ดีสถาบันทหารยังคงมีบทบาทสำคัญในทางการเมือง และต่อมาประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยภายใต้พระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข สถาบันทหารก็ยังคงมีบทบาท

สำคัญในกิจการด้านการเมืองของประเทศ
จวบจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมสำคัญ 3 ครั้ง คือ เหตุการณ์ เดือนตุลาคม พ.ศ.2516 ตุลาคม พ.ศ.2519 และ พฤษภาคม พ.ศ.2535 ทีส่งผลให้ทหารต้องกลับมาทบทวนบทบาทของกองทัพที่มีต่อกิจการทางการเมือง และถอยห่างออกมาเพื่อปรับบทบาทตนเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์ที่กระแสประชาธิปไตยกำลังเบ่งบาน ทำให้เป็นที่มาของการถามคำถามที่ว่า ทหารอาชีพเป็นอย่างไร ทหารอาชีพมีบทบาทอย่างไรในทางการเมือง และสังคม

ส่วนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับทหารอาชีพนั้นภาษาอังกฤษจะมีการใช้คำศัพท์อยู่สองคำ คือคำว่า Profession of Arms ซึ่งสามารถแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ความเป็นมืออาชีพของผู้ที่ถืออาวุธ หรืออาจจะเรียกได้ว่า ทหารมืออาชีพ หรือ ทหารอาชีพ และอีกคำหนึ่งว่า Military Professionalism สามารถถอดความเป็นไทยได้ว่า ความเป็นทหารอาชีพ โดยการที่จะเป็นทหารอาชีพได้นั้น แซมมวล พี ฮันทิงตัน ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Solider and The State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations (Samuel P. Huntington, Solider and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations, Harvard University Press, 1985: pp. 8-10) ว่าแนวคิดของการเป็นทหารอาชีพนั้นจะต้องประกอบไปด้วย องค์ประกอบ 3 ประการคือ
(1) ความเชี่ยวชาญ (Expertise): ในองค์ประกอบนี้ ฮันทิงตันมองว่าทหารจะต้องมีความชำนาญทั้งทางด้านทฤษฏี คือ หลักการ/กรอบแนวคิดทางทหาร และด้านปฏิบัติ คือ ความชำนาญการในการปฏิบัติการทางทหารตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยทหารอาชีพจะต้องมีความสามารถในเรื่องที่ทำอยู่ในระดับมาตรฐานที่ต้องการ
(2) ความรับผิดชอบ (Responsiveness): ทหารอาชีพจะต้องมีความรับผิดชอบในภารกิจหน้าที่ที่ได้รับมอบ ไม่ว่าภารกิจหรือหน้าที่นั้นจะอยู่บนความเสี่ยงหรือต้องนำชีวิตเข้าแลก รับผิดชอบต่อสังคม ทำงานด้วยความประณีต และชำนาญ โดยค่าตอบแทนไม่ใช่ความมุ่งหมายหลัก
(3) การให้ความร่วมมือและรักหมู่คณะ (Corporateness): ทหารอาชีพจะต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยของตนเองด้วยความจริงใจ กระทำด้วยความทุ่มเท โดยใช้ความพยายามเต็มความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ
นอกเหนือจากองค์ประกอบที่ทหารอาชีพจะต้องมีของ ฮันทิงตัน แล้ว พล.ท.บุญเยี่ยม สาริมาน ได้แบ่งคุณลักษณะของทหารอาชีพออกเป็น 4 ประการไว้ใน เอกสารประกอบการบรรยายเรื่อง บทบาทและอุดมการณ์ของทหารอาชีพ ของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ดังนี้ (1) มีความสำนึกในการเป็นทหาร (2) ฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง (3) มีความซื่อสัตย์สุจริต และ (4) ความกล้าหาญ และ พล.ท.บุญเยี่ยม ฯ ยังได้กล่าวถึงอุดมการณ์ของทหารอาชีพ ดังนี้ (1) มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ (2) มีความซื่อสัตย์ต่อหน่วย (3) มีความรับผิดชอบ และ (4) มีความเสียสละ นอกจากนี้ พล.ท.บุญเยี่ยม ฯ ยังได้กล่าวถึง บทบาทของทหารที่จะต้องแยกออกจากการเมืองโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะการเมืองจะทำให้เกียรติภูมิของทหารตกต่ำลง ทำให้ไม่มีศักดิ์ศรี
อย่างไรก็ดีภายหลังจากการยุติลงของสงครามเย็นพร้อม ๆ กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในด้านต่าง ๆ โดยโลกยุคหลังสงครามเย็นจะมีความยุ่งยาก สลับซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความขัดแย้งรุนแรงแบบใหม่ ๆ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ 6 ประการ (ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, รัฐ-ชาติกับ[ความไร้]ระเบียบโลกชุดใหม่, สำนักพิมพ์วิภาษา, 2549: หน้า 12 16) ได้แก่

(1) ความกระชับแน่นระหว่างเวลากับสถานที่ (Time Space Compression): ทั้งนี้เนื่องมาจากนวัตกรรมทางด้านโทรคมนาคมสื่อสารและข่าวสารสมัยใหม่ ทำให้โลกมีขนาดเล็กลง ส่วนต่าง ๆ โดยเชื่อมต่อทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถไหลเวียนไปมายังส่วนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
(2) การสลายเส้นแบ่งและการลากเส้นแบ่งใหม่ (Deterritorialization/Reterritorialization): เมื่อความกระชับแน่นระหว่างเวลากับสถานที่เกิดขึ้น ข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนไปมาในโลก ทำให้โลกเกิดความไม่มั่นคง เส้นหรือกรอบต่าง ๆ ที่ได้ถูกขีดเส้นไว้ตั้งแต่ในอดีต ได้ถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การลากเส้นแบ่งใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น การรวมกลุ่มของกลุ่มนาซีใหม่ (Neo Nazi) ที่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ ในโลก โดยใช้การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ให้การแบ่งแยกกลุ่มนาซีใหม่นั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน แต่นววัตกรรมของเทคโนโลยีคมนาคมสื่อสาร ทำให้เกิดการขีดเส้นแบ่งใหม่ตามความชอบหรือความเชื่อในสิ่งเดียวกัน
(3) สังคมความรู้ข่าวสาร (Information and Knowledge Society): เมื่อข่าวสารข้อมูลไหลเวียนไปมาสะดวกในที่ต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ กลายมาเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้ตั้งแต่ตื่นนอน ยันนอนหลับ หรือข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในกิจการต่าง ๆ ที่ดำเนินการ
(4) ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่ (New Social Movement): การเกิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลตามมาคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งความขัดแย้งทางด้านการเมือง การปกครอง หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งทางสังคม และความขัดแย้งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เพราะปัญหาต่าง ๆ มีความสลับซับซ้อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ โดยใช้แนวทางสมานฉันท์ ทำให้เกิดแนวทางที่เรียกว่าการเมืองภาคประชาชนตามมา
(5) ความเปราะบางทางการเมือง: การก่อการร้ายสากล (Political Fragility: Transnational Terrorism): การก่อการร้ายและการทำสงครามเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ถือได้ว่าเป็นวาระของโลก เพราะ ข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนไปมาอย่างรวดเร็วด้วยความรวดเร็วไม่ว่าผู้ส่งสาร และผู้รับสารจะอยู่ที่ใดในโลก ทำให้กลุ่มก่อการร้ายที่ใช้ความรุนแรงเป็นอาวุธ อาศัยช่องทางจากความก้าวหน้าในระบบโทรคมนาคมสื่อสารทำการเผยแพร่ความรุนแรงที่เกิดอย่างแพร่หลาย ได้ก่อให้เกิดหวาดกลัวในสังคมทั่วไป และรวมไปถึงการเคลื่อนไหวที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงในสังคมไทย
(6) ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ: ทุนนิยม ดอทคอม.คอม (Economic Fragility: Dot.Com Capitalism): การเกิดขึ้นของนวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเตอร์เน็ต (Internet) ได้ส่งผลให้เกิดการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ (e-Commerce) ตามมา และอินเตอร์เน็ตยังก่อเกิดระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) โดยในเศรษฐกิจใหม่นั้นผู้ค้าและผู้ซื้อสามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลาหรือที่เรียกว่า สามารถขายของได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน (24/7) และผู้ค้าสามารถกำหนดกลุ่มของลูกค้าเป้าหมายของตนเองได้ (Niche Market) ตามความเฉพาะของกลุ่มลูกค้าและความสามารถของผู้ค้าเอง นอกเหนือจากการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาวะแวดล้อมและโครงสร้างทางสังคมแล้ว การเกิดขึ้นของทุนนิยมยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันที่รุนแรงตามกรอบแนวคิดของการค้าเสรี และนำไปสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจตามมาอีกด้วย
นอกจากนี้ ดร.ไชยรัตน์ ฯ ยังได้กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากที่กล่าวมาในข้างต้น โดยแบ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ประการ (ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ocit, หน้า 12 16) ได้แก่
(1) แนวความคิดในเรื่องของอำนาจอธิปไตย: อำนาจอธิปไตยที่เคยมีความเด็ดขาดเหนืออาณาเขตมาตั้งแต่สนธิสัญญาเวสฟาเลีย เมื่อ ค.ศ.1648 (พ.ศ.2191) สู่อำนาจอธิปไตยแบบจักรวรรดิข้ามอาณาเขตรัฐชาติ และได้พัฒนาไปสู่อำนาจอธิปไตยแบบจักรวรรดิข้ามอาณาเขตรัฐชาติแบบใหม่ในกระโลกาภิวัฒน์อย่างในกรณีของการยึดครองอัฟกานิสถานและอิรักของสหรัฐ ฯ ที่ผ่านมา การใช้อำนาจอธิปไตยในรูปแบบใหม่ในยุคโลกไร้พรมแดน นี้ทำให้เกิดการท้าทายและถูกตั้งคำถามอย่างมาก และสิ่งที่ตามมาคือบทบาทที่สำคัญของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนตามแนวคิดของรัฐชาติได้ถูกลดบทบาทลง แต่องค์กรเหนือชาติ อย่างเช่น สหประชาชาติกลับมามีบทบาทมาขึ้นในเวทีโลก
(2) ระบบรัฐ-ชาติที่ถูกท้าทายโดยกระแสโลกาภิวัฒน์: เมื่อระบบรัฐชาติได้ถูกท้าทายจากประแสโลกาภิวัฒน์อย่างมาก และในทำนองกลับกัน การเพิ่มบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state Actors) อย่างเช่น องค์กรอิสระต่าง ๆ กลับกลายมาเป็นกลุ่มมีที่บทบาทในการ ต่อรอง ต่อต้าน ขัดขืน และท้าทายอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชาชนทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่แนวคิดเรื่องประชาสังคมโลกและถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจของรัฐชาติและจักรวรรดิ
(3) การแยกความแตกต่างระหว่างรัฐบาลและการบริหารจัดการ: คำว่ารัฐบาล (Government) เป็นรูปแบบการบริหารจัดการภาคสาธารณะที่กระทำบนพื้นฐานของอาณาเขตและพื้นที่ของของประเทศตามแนวคิดในสนธิสัญญาเวสฟาเลีย ที่ว่ารัฐบาลคือรูปแบบการบริหารจัดการของรัฐชาติสมัยใหม่ที่เน้นความมั่นคงทางการเมืองภายในและความปลอดภัยจากภัยคุกคามภายนอกประเทศ แต่เมื่อกระแสโลกาภิวัฒน์ได้ส่งผลให้แนวคิดในเรื่องการบริหารจัดการภาคสาธารณะนั้นมีความเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่าง ๆ จำนวนมาก ในปัจจุบัน การแยกกรอบของการบริหารจัดการนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสามารถใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Governance (การบริหารจัดการ) ทั้งนี้การบริหารจัดการ (governance) จะเป็นการนำแนวคิดใหม่ ๆ ทางการจัดการมาใช้ โดยการบริหารจัดการนี้จะต้องกระทำบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การร่วมมือประสานงาน และการปรับตัวมากกว่าการสั่งการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารจัดการสมัยใหม่นี้จะมุ่งไปสู่การบริหารจัดการภาคสาธารณะในโลกยุคหลังสงครามเย็นการบริหารจัดการจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ 2 ประการคือ (1) ความคิดเรื่องการบริหารจัดการระดับโลก และ (2) ความคิดในเรื่องของประชาสังคมโลก ซึ่งทั้งสองการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้สังคมโลกมีดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐ และตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ในโลกหลังยุคสงครามเย็น

ดังนั้นเมื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังสงครามเย็นมีผลกระทบต่อสังคมด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งนี้รวมไปถึงการเป็นทหารอาชีพ ซึ่งไม่ใช่แต่สภาวะแวดล้อมที่ได้พัฒนาให้ทหารหลายคนกลายไปเป็น ทหารบนพื้นฐานความรู้ (Knowledge Based Solider) แล้ว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นทหารอาชีพ ของทหารประจำการและทหารนอกราชการ ทำให้บทบาทและหน้าที่ของทหารที่มีต่อประเทศชาติต้องปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและภัยคุกคามใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น
ทหารอาชีพตามแนวคิดของ ฮันทิงตัน ที่จะต้องแยกบทบาทจากการเมืองโดยเด็ดขาด แล้วทำหน้าที่ป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันให้ประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัยได้ ทั้งนี้เพราะสังคมสารสนเทศ หรือสังคมฐานความรู้ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น มีความต้องการ แรงงานความรู้ (Knowledge Workers) เข้าไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ฉันใดก็ฉันนั้นกองทัพเองก็มีความต้องการที่จะมี ทหารฐานความรู้. (Knowledge-based Solider) เข้ามาประจำการเป็นเรื่องขับเคลื่อนกองทัพ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ อย่างไรก็ดีการสร้างหรือสรรหาทหารให้กลายไปเป็นทหารฐานความรู้ในจำนวนมากนั้นย่อมจะส่งผลกระทบต่อ โครงสร้างกองทัพ แบบธรรมเนียม หลักนิยม กรอบแนวคิด และปัจจัยอื่น อีกจำนวนมาก
ทั้งนี้เพราะรูปแบบของภัยคุกคามนั้นไปเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ทหารไม่ได้ทำสงครามในรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว ดังเช่น การปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือสงคราม (Military Operations Other than War: MOOTW) ที่มีกรอบของการปฏิบัติแตกต่างไปจากเดิม เช่น การปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ (Peace Operations: PO) การช่วยเหลือผู้ประสบภัย (Search and Rescues: SAR) หรือ การอพยพพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม (Noncombat Evacuation Operations: NEO) การปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้ล้วนแต่มีหลักการที่แตกต่างออกมาจากเดิม โดยแต่เดิมนั้น การปฏิบัติการทางทหารในสงครามจะใช้หลักการสงคราม (Principles of War 10 ข้อ) ปัจจุบันได้มีหลักการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือสงคราม (The Principles of Operations Other than War 7 ข้อ) โดยหลักการทั้ง 2 จะมีวิธีคิดที่ต่างกัน เช่น ในหลักการสงคราม นั้นจะเน้นไปที่ หลักเอกภาพในการบังคับบัญชา (Unity of Command) ที่ต้องการลดความสับสนในการการควบคุมบังคับบัญชา โดยจัดให้มีอำนาจในการสั่งการภายใต้ผู้บังคับบัญชาคนเดียว นั่นหมายถึงการปฏิบัติการใด ๆ ในแต่ละครั้งจะต้องมีผู้ที่รับผิดชอบเพียงคนเดียว
สำหรับหลักการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือสงครามจะเน้นที่ หลักเอกภาพในความพยายาม (Unity of Effort) เพราะการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการให้เกิดเอกภาพในความพยายามของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะในการปฏิบัติการจะประกอบไปด้วยหน่วยงานหลากหลายนอกเหนือจากกองกำลังทหาร โดยที่หน่วยงานแต่ละหน่วยงานจะมีวัตถุประสงค์ ค่านิยม ภารกิจ พันธกิจ และ วัฒนธรรมองค์กร ที่แตกต่างกัน การจะปฏิบัติการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือการสงครามให้ประสบความสำเร็จได้ก็ต้องเกิดการยอมรับร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นเอกภาพในความพยายามที่มุ่งไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกัน ในหลักการนี้จะมีความสอดคล้องกับแนวทางสมานฉันท์
เมื่อกรอบของภัยคุกคามเปลี่ยนไป สภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป แนวคิดในการปฏิบัติการทางทหารเปลี่ยนไป การดำรงอยู่เพื่อที่จะเป็นทหารอาชีพต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยทหารบางคนอาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองภาคประชาชน ทหารอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้ง หรือ ช่วยเหลือในการจัดการเลือกตั้ง ทหารอาจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น ทหารอาจจะไปเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข สิ่งที่ต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมานั้นจะพบว่าเป็นกิจการทางการเมืองทั้งสิ้น ถ้าเรามีคำพูดกันที่ว่า ทหารจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แล้วทหารจะทำสิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวมาในข้างต้นบนพื้นฐานของความเข้าใจได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแนวคิดที่ว่า ทหารจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นั้นในยุคหลังสงครามเย็นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะทหารนั้นหลีกหนีการเมืองไม่ได้ ถ้าทหารไม่ไปยุ่งกับการเมือง การเมืองก็จะเข้ามายุ่งกับทหารเอง
ดังนั้นแนวความคิดที่ผมคิดว่าทหารอาชีพในยุคหลังสงครามเย็นจะเข้าไปมีบทบาทนั้น ทหารจะต้องเข้าไปเรียนรู้ในกิจการการเมืองเพื่อให้มีความรู้และเข้าใจ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมือง มีส่วนร่วมในกิจการการเมืองแต่จะต้องรู้จักวางตัวเป็นกลาง กิจกรรมการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทหารจะต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เพราะทหารเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทหารจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้บังคับบัญชา และที่สำคัญยิ่งทหารมีผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือ องค์จอมทัพไทย นั่นก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทหารมีหน้าที่รักษาและพัฒนาความมั่นคงของชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าหาญ ทหารจะต้องยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้กระทำไว้ต่อธงไชยเฉลิมพล ดังที่มีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 72 รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารไว้เพื่อพิทักษ์รักษา เอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ นั่นแหละคือบทบาทและหน้าที่ของทหารอาชีพในทศวรรษนี้ และขอปิดท้ายด้วย โคลงภาษิต พระราชนิพนธ์ใน รัชกาลที่ ๖ ที่ว่า

มะโนมอบพระผู้
เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายทรงธรรม์
เทอดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ
และแม่
เกียรติศักดิ์รักของข้า
มอบไว้แก่ตัว


edit @ 2007/02/24 12:46:43

Comment

Comment:

Tweet


ยาวมากๆๆ แต่ดีนะ
อืมม....สงสัยอยู่อย่างว่า อ.บางระจัน กะ อ.ค่ายบางระจัน ที่เดียวกันป่ะ
#1 by Paa orKant At 2007-02-18 16:18,